.:::.ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก.:::.


กลับหน้าแรก

วัดพม่าในจังหวัดลำปาง


       
ลำปาง หลายคนนึกถึงดอยขุนตาลอันเป็นสถานที่ตั้งของอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยหลายคนนึกไปถึง
พระธาตุลำปางหลวงโบราณสถานเก่าแก่อันงดงามตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีนึกถึงแม่เมาะที่อุดมไปด้วยถ่านหินลิกไนต์ 
จำนวนมากมายมหาศาลอันเป็นแหลงให้พลังงานแสงสว่างแก่ประเทศไทยและดินขาวที่ใช้สำหรับงานเครื่องปั้นดินเผาที่
ลือชื่อของชาวจังหวัดลำปาง แต่คงมีไม่มากนักที่นึกไปถึงวัดวาอารามที่สร้างขึ้นโดยอิทธิพลทางศิลปกรรมแบบพม่าซึ่งมี
อยู่มากมายหลายวัด และแต่ละวัดก็ล้วนมีความวิจิตรงดงาม ตระการตาหาที่ใดเปรียบเสมือนมิได้ จนถึงขนาดมีคำกล่าว
ว่าหากจะชมวัดพม่าให้มาที่จังหวัดลำปางวัดพม่า หมายถึง วัดที่สร้างโดยชาวพม่าหรือมีรูปแบบทางศิลปกรรม ทั้งในด้าน
สถาปัตยกรรมการประดิษฐ์ตกแต่งรวมไปถึงพุทธลักษณะของพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพระประธานของวัดเป็นแบบพม่า และใน
อดีตแม้แต่สมภารเจ้าวัดตลอดจนพระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัดก็เป็นชาวพม่าที่เดินทางเข้ามา พำนักอยู่ในไทย
สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของการสร้างวัดพม่าในจังหวัดลำปาง นั้นเริ่มรู้จักการทำป่าไม้โดยเฉพาะไม้สักที่มีอยู่อย่าง
ดกดื่น ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดลำปางแม้จะเริ่มรู้จักการทำป่าไม้แล้วแต่คนไทยในสมัยนั้นก็ยังไม่ม
ีความชำนาญ ในการทำไม ้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำ
ป่าไม้ จากต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้ดูแลและดำเนินกิจกรรมชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการทำป่าไม้ที่สุด
ในเวลานั้นได้แก่ชาวอังกฤษ เพราะเดินทางเข้ามาทำป่าไม้ในประเทศพม่าเป็นเวลานานแล้ว ชาวอังกฤษที่รัฐบาลไทยว่า
จ้างมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำป่าไม้ชื่อ นาย เอช.สเลด ซึ่งเคยทำไม้อยู่ในพม่ามาก่อน เมื่อได้รับการว่าจ้างให้มา
ดำเนินงานการป่าไม้ในเมืองไทย นาย เอช.สเลดก็ไม่ได้เดินทางเข้ามาเพียงลำพัง แต่ได้นำลูกน้อยชาวพม่าที่มีความ
ชำนาญในการทำไม้และค้าไม้เข้ามาช่วยทำงานป่าไม้ประเทศไทยพร้อมกับตนด้วยวัดเจดีย์ซาวหลัง

 

 

วัดป่าฝาง


       ประวัติวัดป่าฝาง(วัดศาสนโชติการาม)วัดศาสนโชติการาม เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดป่าฝาง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย 
ตั้งอยู่เลขที่ 69 ถนนสนามบิน  ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา สร้าง
ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2435 สมัยรัชกาลที่5 แห่งราชวงศ์จักรี โดยพ่อเฒ่าอูส่วยอัตถ์และแม่เฒ่าคำหวาน สุวรรณอัตถ์ สองสามี
ีภรรยาที่มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้า ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาครั้งที่ได้มาประกอบอาชีพป่าไม้ใน
นครลำปาง เมื่อได้สร้างวัดศาสนโชติการาม เมื่อปีพุทธศักราช2435 จึงได้อาราธนาพระสงฆ์เข้าอยู่จำพรรษา และอุปถัมภ์ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา ครั้งถึงปีพุทธศักราช 2499 จึงได้ให้หม่องตีกับเหล่ามัคทายกไปขอ อนุญาต พื่อขอเขตอุโบสถจากเจ้าผู้ครองนครลำปางในสมัยนั้น คือ เจ้าหลวงบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์ เพื่อทำหนังสือขอ กราบบังคมทูลต่อพระเจ้าแผ่นดินสยามด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
 

 

วัดศรีชุม


       วัดศรีชุมสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2433 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยคหบดีชาวพม่าชื่อจองตะกาอูโย ร่วมกับลูกเขยชื่ออูหม่องยี และแม่เลี้ยงป้อม บริบูรณ์ตั้งอยู่ที่ถนนทิพย์วรรณ ตำบล สวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นวัดที่สวยงามทางด้าน
ศิลปะของพม่ามีพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นพระบรมธาตุสีทองเป็นศิลปะแบบพม่าและมอญ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่
อันเชิญจากพม่า เมื่อพ.ศ.2449 วัดศรีชุมเป็นวัดที่กรมศิลปากรประกาศให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.2524 น่า
เสียดายเมื่อวิหารเดิมถูกไฟไหม้เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2535 ได้รับความเสียหายมาก เหลือเพียงความงามที่สวยงาม
วิจิตรพิสดารที่เน้นศิลปะในด้านการแกะสลักไม้สัก สลักเป็นลายลวดลายการขดและลายเครือเถาห้อมย้อยลงมาคล้ายม่าน
ของทางขั้นบันไดทั้งสองข้าง ที่มีหลังคายื่นออกมาคลุมที่หน้าบันไดเพียงเท่านั้น วิหารหลังนี้จึงต้องสร้างขึ้นใหม่ตามรูป
แบบสถาปัตยกรรมเดิม

 

วัดศรีรองเมือง



       วัดศรีรองเมือง เป็นวัดพม่าอีกวัดหนึ่งในจังหวัดลำปางที่มีความงดงามมาก ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคราวน้อย ตำบลสบตุ๋ย 
ในเขตอำเภอเมืองลำปาง ตามประวัติความเป็นมาของวัดศรีรองเมืองนั้น กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2447
โดยคหบดี ชาวพม่าที่เข้ามาทำไม้ในเมืองลำปางโดยใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ 7 ปี ภายในวัดนี้มีทั้งวิหารใหญ่และวิหาร
น้อย สำหรับวิหารน้อยนั้นมีอยู่ถึง 9 หลังแต่ปัจจุบันวิหารน้อยเหล่านั้นปรักหักพังไปจนหมดสิ้น จึงเหลืออยู่เพียงวิหารใหญ่
ซึ่งเป็นวิหารประธานของวัดเพียงหลังเดียวสำหรับวิหารศรีรองเมืองนี้เป็นอาคาร 2 ชั้น มีหลังคาซ้อนกันแบบพม่า ส่วนที่
เป็นชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ส่วนบนทำด้วยไม้พระพุทธรูปประธานประดิษฐานอยู่ที่เรือนยอด ซึ่งตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของอาคาร

 


วัดม่อนปู่ยักษ์ (วัดม่อนสัณฐาน)

m1m2m3m4


       วัดม่อนปู่ยักษ์หรือวัดม่อนสัณฐาน ตามประวัติ น่าจะมีอายุราวกลาง พุทธศตวรรษที่ 24 ช่วง ปี พ.ศ. 2425 สมัยรัชกาลที่ 6 ในตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมพระอรหันต์ เผยแพร่พุทธศาสนา มาทางทิศบูรพานั้น ครั้งผ่านมาทางแคว้นแห่งหนึ่ง ปรากฎมียักษ์ขัดขวางการเผยแพร่พุทธศาสนา และขับไล่พระองค์มาทาง ป่าบ้านพระบาท จนถึงป่าม่อนจำศีล มาทันกันที่นี่ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนวัดม่อนจำศีล

m5m6m7


       พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ยักษ์ตนนั้นน่าจะหยุดกระทำดังกล่าวได้แล้ว จึงให้ยักษ์เข้าเฝ้าและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
ยักษ์ฟังธรรมแล้วก้มกราบพระบาทด้วยความเลื่อมใสและขอบำเพ็ญศีลภาวนาที่ม่อนจำศีล ผ่านไปไม่นาน ยักษ์ตนนั้น
ตายลงและได้มาตายที่ม่อนปู่ยักษ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากม่อนจำศีลมากนัก ในเวลาต่อมา ได้มีผู้พบรอยพระพุทธบาทและรอยเท้า ยักษ์บริเวณวัดพระบาท ช่าวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้น โดยสร้างวัดให้คร่อมรอยพระพุทธบาทเพื่อให้ยกสูงขึ้น เป็นที่
สักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

m8


       กองพุทธสถานกรมการศาสนา ได้บันทึกว่าวัดม่อนปู่ยักษ์ได้ก่อสร้าง เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ.2442 โดยพ่อเฒ่า นันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาไก่ และพี่น้องอีก 3 คน

m9


       อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วยอุโบสถแบบอิทธิพลตะวันตก ศาลาการเปรียญ และกุฏิไม้โบราณศิลปะพม่า ฝาผนังและ เสาไม้สักประดับลวดลาย ลงรักปิดทอง เพดานติดกระจกและมีเจดีย์ฝีมือช่างพม่า พระประทานลงปิดทอง หลักฐานอ้างอิงอีกประการหนึ่งในปี พ.ศ.2444 หรือ ค.ศ.1901 วัดแห่งนี้ สร้างขึ้นโดย นายจองนันตาแกง มาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า เป็นผู้สร้่างวัดสำเร็จเสร็จสิ้น ครบรอบ 30ปี ที่นายจองนันตาแกง จากบ้านมาไม่มีใครรำลึกถึงท่านเลย และไม่มีใครรู้จักเลย ชื่อผู้อื่นจึงได้รับการบันทึกในหนังสือของราชการที่ใช้เป็นหนังสืออ้างอิง

m11


       และจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพม่า เรื่องที่เขียนเป็นพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ นอกจากนี้ ยังเป็นทศชาติ ชาดก เรื่องมหาชนกและสุวรรณสาม เนมีราชมโหสถ ภูริทัต จันทกุมาร พรหมนารถ วิทูรบัณทิต เวสันดร และเตมีย์ ที่แปลกคือ เตมีย์ กลับเป็นภาพท้ายสุด จิตรกรรมฝาผนังที่นี่ เป็นงานสกุลช่างมัณทเลย์ และสามาถเทียบงานจิตกรรมไทยสมัย ร4-5ได้อย่างดีในแง่การรับอิธิพลจากตะวันตก

m12m13


 

วัดม่อนจำศีล


       วัดม่อนจำศีล ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คือวัดแห่งหนึ่งที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ ไว้ในวิหารด้านหลังพระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ วัดม่อนจำศีลเป็นวัดสถาปัตยกรรมพม่า ถูกปล่อยร้างมานาน ประวัติการก่อสร้างจึงไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็ยังโชคดีที่มีการค้นพบประวัติบางส่วนของวัด เป็นวัดที่มีความงดงามมาก มีพระเจดีย์องค์ใหญ่ทั้งหมด 3 องค์ เป็นวัดที่ได้รับการบูรณะอย่างจริงจัง จากท่านเจ้าอาวาสพระครูพิศาลสุภัทรกิจ ซึ่งเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง ซึ่งผมสามารถยืนยันด้วยตนเอง เพราะเคยบวชเป็นสามเณรที่นั่น 3 ปี และเป็นสามเณร อุปัฏฐากของหลวงพ่อฯ ซึ่งทุกคนจะ เรียกท่านว่า "ตุ๊ลุง" ตุ๊ลุงเป็นพระที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมในวัด และให้การศึกษาฟรีแก่สามเณร โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หลาย ๆ คนจบที่นั่นและเรียกได้ว่าอยู่รอดเป็นคนมาจนทุกวันน ี้เพราะตุ๊ลุงเป็นพระที่เก่งด้านวิปัสสนากรรมฐานและด้านพระอภิธรรม ศิษย์ของตุ๊ลุงเรียกได้ว่าจะต้องได้เรียนพระอภิธรรมทุกคน ส่วนมากจะจบชั้นจูฬอภิธรรมิกตรีเป็นอย่างต่ำ คุณความดีของตุ๊ลุง หากใครไม่ได้สัมผัสจริง ๆ จะไม่ทราบ ผมจำความได้ตลอด 3 ปี ที่บวชเรียนที่นั่นและเป็นสามเณรอุปัฏฐาก ตุ๊ลุงจะอยู่ในศีลในธรรมเช่น เรื่องการกินอาหารยามวิกาล ตุ๊ลุงไม่เคยแตะต้อง, การใส่กางเกงใน (ซึ่งถือเป็นการแต่งกายเลียนแบบคฤหัสถ์) ตุ๊ลุงจะไม่ใส่ และห้ามสามเณรที่วัดใส่, การอยู่ลับหู ลับตาคน (ตุ๊ลุงจะต้องมี สามเณรอย่างน้อย 1 รูป อยู่ด้วยเมื่อสนทนาทั้งบุรุษและสตรี) และ อีกหลายเรื่องราวที่ผมเห็นวัตรปฏิบัติของตุ๊ลุงเสมอต้นเสมอปลาย ปัจจุบันผมยังศรัทธาตุ๊ลุงอย่างไม่เสื่อมคลาย... แต่สงสารตุ๊ลุง ที่รับผิดชอบภาระในวัดมากมาย จนเรียกได้ว่ารับผิดชอบทั้งวัด ทั้งสามเณรเกือบร้อยรูป...เห็นแล้วก็ได้แต่อนุโมทนาในคุณความดีของพระท่านหนึ่งซึ่งหายากในปัจจุบัน...


       วัดม่อนจำศีล เป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระเจ้าทันใจ” ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก เรียกว่า หากอยู่ในศีลในธรรม ขอสิ่งใดได้
สิ่งนั้นแทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็มีหลายคนที่ใกล้เกลือกินด่าง “พระเจ้าทันใจ” เป็นพระพุทธรูปที่ใช้เวลาสร้างได้สำเร็จภายใน
1 วัน กล่าวคือ จะเริ่มพิธีตั้งแต่หลังหกทุ่มเป็นต้นไป จนสามารถสร้างองค์พระได้สำเร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน (ก่อนเวลา
18.00 น.) ของวันถัดไป ถ้าสร้างไม่เสร็จถือเป็นพระพุทธรูปธรรมดาทั่วไป และสามารถทำพิธีพุทธาภิเษกได้ในเย็นอีก
วันหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการสร้างพระพุทธรูปนั้น มักจะมีขั้นตอนและพิธีกรรมที่ละเอียดซับซ้อน การสร้างพระพุทธรูป และ
สามารถทำพิธีพุทธาภิเษกได้สำเร็จภายใน 1 วัน จึงถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จึงเชื่อกันว่าเป็นเพราะพระพุทธานุภาพ และ
อานุภาพแห่งเทพยดาที่บันดาล ให้พิธีกรรมสำเร็จโดยปราศจากอุปสรรค ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงถือว่าพระเจ้าทันใจเป็น
พระพุทธรูปที่จะบันดาลความสำเร็จให้แก่ผู้อธิษฐานขอพรได้อย่างทันอกทันใจ การสร้างพระเจ้าทันใจนั้น มีลักษณะท
ี่แปลกกว่าการสร้างพระพุทธรูปอื่น ๆ กล่าวคือจะมีการบรรจุหัวใจพระเจ้าคล้ายกับหัวใจของมนุษย์ ตลอดจนการบรรจุวัตถุ
มงคลสิ่งของมีค่าไว้ในองค์พระพุทธรูปด้วย ละในช่วงระยะเวลาที่กำลังปั้นจะต้องมีการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์
ตลอดทั้งคืนจนสว่างด้วย “พระเจ้าทันใจ” จะมีหลายองค์ในวัดทางภาคเหนือ หากมีโอกาสลองสักครั้งที่จะไปกราบพระเจ้า
ทันใจวัดม่อนจำศีล

o3


       และที่สำคัญวัดม่อนจำศีล ยังมีพระธาตุเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความงดงามและพระธาตุองค์ใหญ่ จำนวน 3 องค์ แต่
วัดขาดการบูรณะและขาดการดูแลเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะภาระของหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์เดียว จึงทำให้การปรับ
ปรุงพัฒนานั้นเป็นไปอย่างล่าช้า หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญ ผมเชื่อว่า บางหน่วยงานใน
จังหวัด ยังไม่รู้จักชื่อวัดด้วยซ้ำว่ามีอยู่ในลำปาง (เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองครับ) เสียดายแทน ที่มีของอันทรง
คุณค่าไว้ แต่กลับกลายให้สูญสิ้นค่าไปกับกาลเวลา....สักครั้งนะครับ หากคุณมีเวลา หาเวลาไปทำบุญ กราบขอพร
พระเจ้าทันใจ วัดม่อนจำศีล สนทนาธรรมกับท่านเจ้าอาวาสสักครั้ง คุณจะรู้สึกด้วยตนเองว่า ศาสนานี้ยังมีพระดี ๆ อีก
มากมายที่ตั้งใจทำ... แต่ไม่โด่งดังเพราะท่านไม่โฆษณาตนเอง...


 

       ผู้อ่านกระทู้ละครับเคยสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนานี้หรือยัง ไม่จำเป็นต้องม
ีพระเครื่ององค์แพงเป็นล้าน ไม่จำเป็นต้องทำตนเป็นคนใจบุญบังหน้า ตราบใดที่ใจไม่ศรัทธา ไม่ได้ทำตามคำสอนของ
ศาสนาแม้เพียงน้อยนิด ยังเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นอยู่ พระเครื่ององค์แพงเป็นล้านก็คงจะไม่มีค่าอะไร?



อโห มหัณณโว ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
ความศักดิ์สิทธิ์ในห้วงมหรรณพ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน

 

 

วัดท่ามะโอ

 

       วัดท่ามะโอ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2437 อุบาสกชาวพม่าชื่อ “อูจันทณ์โอง” เป็นผู้สร้าง มีประวัติย่อต่อไปนี้
      ในรัชการพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี มีอุบาสกชาวพม่าชื่ออูจันทร์โองได้เข้ามาประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าไม้ในจังหวัดลำปาง
      อุบาสกอูจันทร์โองเป็นผู้นับถือและเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมั่นคง สมบูรณ์ด้วยศรัทธาปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระศาสนา ได้บริจาคทรัพย์ซื้อที่ดินในบริเวณท่ามะโอ ริมแม่น้ำวัง สร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 (ตรงกับ จ.ศ. 1256) เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้ว ก็ได้สร้างถาวรวัตถภายในวัดคือ กุฏิ หอฉัน ศาลาการเปรียญ วัจจกุฏิ บ่อน้ำ โรงพระอุโบสถและกำแพงก่ออิฐ ได้อุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรผู้อยู่ในวัดด้วยปัจจัย 4 เป็นประจำเสมอมา เมื่อท่าถึงแก่กรรมแล้ว บรรดาบุตรหลานของท่าน ก็ได้อุปถัมภ์วัดและพระภิกษุสามเณรสืบกันมาจนถึงทุกวันน
ี้

      
  ชื่อของวัดนี้ เรียกตามคำบาลีว่า “มาตุลุงคติตถาราม” เรียกตามภาษาไทยว่า “วัดท่ามะโอ” เพราะอาศัยท่ามะโอหรือท่าส้มโอ
คำว่า “วัด” ตรงกับคำบาลีว่า “อาราม” คำว่า “ท่า” ตรงกับคำบาลีว่า “ติตถะ” คำว่า “มะโอ” ตรงกับคำบาลีว่า “มาตุลุงคะ” คำทั้ง ๓
คือ อารามะ, ติติถะ, มาตุลุงคะ เมื่อสับเปลี่ยนคำหน้าไปไว้หลัง สับเปลี่ยนคำหลังมาไว้หน้า ก็สำเร็จรูปเป็น “มาตุลุงคติตถาราม”
แปลว่า “วัดท่ามะโอ พื้นที่วัดภายในกำแพง มีเนื้อที่กว้าง ๔๐ วา ยาว ๔๐ วา ภายนอกกำแพง ทิศเหนือ มีเนื้อที่กว้าง ๑๘ วา
ยาว ๓๑ วา

 

วัดไชยมงคล (วัดจองคา)


       วัดไชยมงคล ตั้งอยู่ที่ถนนสนามบิน ตำบลหัวเวียง เยื้องกับวัดป่าฝาง มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดจองคา พุทธสถานที่เด่น
ของวัดคือ วิหารเป็น ตัวอาคารเป็นตึกสีขาว หลังคาเครื่องไม้แบบพม่า หน้าบันประดับกระจกเป็นรูปเทวดา เสาประดับด้วยลวดโลหะสีทองขดเป็นลายเครือเถา ประดับกระจกสีสวยงาม ม่านและระเบียงโดยรอบทำด้วยแผ่นไม้ฉลุฝีมือประณีต ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด มีลักษณะงดงามสร้างจากเมืองมัณฑะเลย์ สหภาพพม่า

 

ที่มา :  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง ต.ค.2549
          http://www.lpc.rmutl.ac.th/burmesetemple/index.php

 

วัดม่อนจำศีล
ประวัติ : http://www.lampang108.com/wb/read.php?tid=443
ภาพ    : http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=60852
          : http://oakeybear.multiply.com/photos/album/308/308

วัดม่อนปู่ยักษ์
       http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kaiyoy&month=10-2009&date=28&group=1&gblog=33

วัดท่ามะโอ
ประวัติ : http://www.wattamaoh.com/home/story_tamao.php
ภาพ    : http://www.lannabiketrip.com/webboard/viewtopic.php?t=1720

วัดจองคำ
ประวัติ : http://www.holidaythai.com/lampang_attractions_detail_687.htm
ภาพ    : http://oplart.blogspot.com/2007/01/0028.html


กลับหน้าแรก