.:::.ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก.:::.

กลับหน้าแรก

สะพานรัษฎาภิเศก

          กล่าวกันว่า  สะพานรัษฎาภิเศกรุ่นแรกนั้นเป็นสะพานไม้สร้างในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต  เจ้าของนครลำปางองค์สุดท้าย  เพื่อเชื่อการปกรองแขวงหัวเวียง  (สวนดอก)  กับแขวงเวียงเหนือเข้าด้วยกัน  โดยสร้างเสร็จในปี พ.ศ.  ๒๔๓๖  ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕  นับเป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเลยทีเดียว  คือยาวถึง  ๑๒๐  เมตร  ชวนให้นึกถึงความกว้างอลังดารของแม่น้ำวังสมัยก่อน  อีกทั้งเข้าใจด้ว่าชื่อรัษฎาภิเศกนี้มีที่มาจากการสร้างสะพานเพื่อน้อมเกล้าฯ  ถวายเป็นที่ระลึกในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษกรัชกาลที่  ๕  ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้พระราชทานนาม  “รัษฎาภิเศก”  ให้กับสะพานแห่งนี้

       สะพานไม้รุ่นแรกพังลงในปี  พ.ศ. ๒๔๔๔  เพราะทนแรงกระแทกจากท่อนซุงจำนวนมหาศาลยามน้ำหลากไม่ไหวเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตจึงต้องมีจดหมายไปถึงกระทรวงมหาดไทย  ขอพระราชทานเงินมาสร้างสะพานขึ้นใหม่เป็นรุ่นที่สอง  ครั้งนี้สะพานรัษฎาภิเศกเป็นสะพานไม้เสริมเหล็ก  ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสร้างเสร็จเมื่อใด  มีก็แต่เพียงหลักฐานจากกรมโยธาธิการว่าพระเจ้าลูกยาเธอ  กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช  เสด็จมาเปิดสะพานเมื่อวันที่  ๑๗  มกราคม  พ.ศ.  ๒๔๔๘

      อย่างไรก็ตาม  สะพานรัษฎาภิเศกรุ่นที่สองก็พังลงอีกในปี  พ.ศ.  ๒๔๕๘  ด้วยประสบปัญหาแบบเดิม  คือผุกร่อนไปตามกาลเวลา กอปรกับไม่อาจต้านทานซุงที่บ่าไหลมากับกระแสน้ำได้  วิศวกรกระทรวงคมนาคมที่ไปตรวจดูสะพานรัษฎาภิเศกพบว่าเดือยตัวไม้สำคัญของสะพานผุเปื่อยจนไม่อาจซ่อมแซมได้  จึงมีการเสนอขึ้นไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖  ว่า  “ควรทำอย่างแฟโรกอนกริตเสียทีเดียว”  ซึ่งพระองค์ก็ทรงเห็นด้วยเนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าสร้างด้วยคอนกรีตนั้นจะมั่นคงถาวรในระยายาวกว่า

      การสร้างสะพานรุ่นที่สามเดินหน้าในปี  พ.ศ.  ๒๔๕๙  โดยมีพลเอก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน  เป็นผู้ควบคุมดำเนินการก่อสร้าง  ใช้แรงงานคนในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่  ส่วนบริษัทและวิศวกรผู้ควบคุมเป็นของเยอรมนี

      ในที่สุด  สะพานรัษฎาภิเศกรุ่นที่สามก็สร้างเสร็จในปี  พ.ศ.  ๒๔๖๐  เป็นสะพานคอนกรีตสริมเหล็กทาสีขาวโดดเด่นสะดุดตาด้วยรูปทรงโค้งคันธนูรวม  ๔  โค้ง  ตั้งขวางเต็มลำน้ำ  ทั้งยังมีสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงความเป็นมาอยู่หลายประการ

 




      เสาสี่ต้น  ซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวสะพานฝั่งละสองต้น  เปรียบดังความมั่นคงแข็งแรงและสง่างาม
      พวงมาลายอดเสา  บนยอดเสาทั้งสี่ด้านของเสาทั้งสี่ต้น  เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕
      ครุฑหลวงสีแดง  ประดับอยู่กลางเสาด้านหน้าทุกต้น  ทั้งสองฝั่งหัวสะพาน  บ่งบอกถึงตราสัญลักษณ์แห่งแผ่นดินสยามสมัยรัชกาลที่  ๖
      ไก่หลวง  หรือไก่ขาว  ที่ประดับตรงกลางเสาด้านข้างทุกต้น  ทั้งสองฝั่งหัวสะพาน  คือสัญลักษณ์ประจำนครลำปาง  สื่อถึงสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต




      คำว่า  “มีนาคม  ๒๔๖๐”  กลางเสาด้านในทุกต้น  ทั้งสองฝั่งหัวสะพาน  บอกถึงวันที่สะพานแล้วเสร็จ
      คำว่า  “สะพานรัษฎาภิเศก”  ตรงกลางคานเชื่อมโค้งสะพานคู่แรกทั้งสองฝั่งหัวสะพาน  บ่งบอกถึงการได้รับพระราชทานนามนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  สะพานรัษฎาภิเศกก็ยืนหยัดอยู่เหนือแม่น้ำวังอย่างมั่นคง  พาตัวเองผ่านพ้นวิกฤตมาอย่างโชกโชน  ทั้งเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๖๓  ที่ท่อนซุงจำนวนมหาศาลทะยาไหลมากับสายน้ำเชี่ยวกราก  ครั้นเมื่อเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตทรงตัดสินใจที่จะระเบิดสะพานทิ้ง  ระดับน้ำก็กลับลดลงเรื่อยๆ
      และอีกครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่  ๒  ราวปี  พ.ศ.  ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘  ครูลูซี  สตาร์ลิง  ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชชานารี  ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายสัมพันธมิตร  ได้ขอยกเว้นการทำลายสะพานรัษฎาภิเศก โดยเธอให้เหตุผลว่าจุดนี้มีเพียงทหารญี่ปุ่นที่เป็นเสนารักษ์และเป็นย่านโรงพยาบาล  ไม่มีผลทางยุทธศาสตร์ใดๆ  สะพานรัษฎาภิเศกจึงรอดพ้นการทิ้งระเบิดมาได้  แต่ก็ยังโดนกระสุนปืนจากเครื่องบินอยู่บ้าง       


 

ที่มาของข้อมูล : http://www.justatrips.com/web1/?p=58

กลับหน้าแรก