ประวัติความเป็นมาและเหตุการณ์สำคัญในทางการเมือง
การปกครองจังหวัดลำปาง

บทนำ

               จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย ที่มีอายุทางประวัติศาสตร์เก่าแก่ประมาณกว่า 1,300 ปี โดยมีหลักฐานปรากฏทั้งในทางโบราณคดีและในตำนานสำคัญที่กล่าวถึงความเป็นมาของบ้านเมืองต่าง ๆ ในทางเหนือ อาทิ ตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานจามเทวีวงศ์ ตำนานไฟม้างกัปป์ตำนานรัตนพิมพวงศ์และพงศาวดารโยนก เป็นต้น หากเปรียบเป็นมนุษย์จังหวัดลำปางก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านยุคตอนสำคัญทางประวัติศาสตร์นับได้ถึง 6 ยุค และนับตั้งแต่ได้สร้างเป็นบ้านแปงเป็นเมืองขึ้นมา ด้วยตำแหน่งที่ตั้งหรือฐานะทางภูมิรัฐศาสตร์ของลำปาง ประกอบกับการเป็นแผ่นดินไม่สิ้นคนดี โดยเฉพาะได้เป็นแผ่นดิน ปิตุภูมิมาตุภูมิของสายวงศ์เจ้าเจ็ดตน ที่มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้หัวเมืองฝ่ายเหนือ ให้เป็นอิสระจากพม่า และฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับงดงามรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ จึงอาจกล่าวได้ว่าลำปางมิได้ผ่านยุคสมัยอันยาวนานทางประวัติศาสตร์ มาอย่างว่างเปล่าเลย เมื่อเริ่มก่อตั้งลำปางมีฐานะเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองหริภุญชัย ซึ่งได้นำวัฒนธรรมทวารวดีจากเมืองละโว้ โดยเฉพาะความเจริญทางพุทธศาสนานิกายเถรวาท ขึ้นมาเผยแพร่ในดินแดนแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน และมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนาและตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า โดยที่ตั้งของลำปางก็ได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญทางตอนใต้ ในการรับศึกอยุธยา และเมื่อเจ้ากาวิละเจ้าเมืองลำปางร่วมกับพระยาจ่าบ้าน (บุญมา) หันไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสินเพื่อร่วมกันต่อสู้ขับไล่พม่า ก็ได้ใช้ลำปางเป็นฐานที่มั่นสำคัญจนกระทั่งเชื้อวงศ์เจ้าเจ็ดตนได้ขยายอิทธิพลออกไปฟื้นฟูและปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือเกือบทั้งหมด โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของอำนาจในการปกครอง ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลำปางได้ผ่านยุคการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ของประเทศตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในด้านการเมืองการปกครองเช่นเดียวกับหัวเมืองประเทศราชอื่น ๆ ในดินแดนนี้และในส่วนอื่นของประเทศ จนกระทั่งนำมาสู่การปกครอง ตามแบบปัจจุบัน ปัจจัยเรื่องลักษณะทางภูมิศาสตร์และที่ตั้งของแต่ละเมือง เป็นปัจจัยที่มีผลอย่างสำคัญต่อประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครองของลำปางและล้านนาในอดีต การที่เมืองส่วนใหญ่ในดินแดนนี้กระจายตัวที่ยากต่อการสร้างเอกภาพในรัฐสมัยโบราณ ก่อนสมัยการปฏิรูปการปกครองตามแอ่งที่ราบในหุบเขา มีเทือกเขาขวางกั้นออกจากกันและกัน จึงเป็นพื้นฐานต่อการเกิดนครรัฐ (City State) ในรัชกาลที่ 5 จึงพบว่าแต่ละเมืองมักจะมีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหนึ่งอยู่เสมอ และมีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เช่น ในขนบการปกครองของล้านนาและหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ใช้มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น แต่ละเมืองสามารถออกกฎหมาย ตามเงื่อนไขเฉพาะของท้องถิ่นได้ หรือพบภาษาท้องถิ่นที่มีสำเนียงแตกต่างกันหรือมีคำศัพท์เฉพาะถิ่น เป็นต้น ลำปางเป็นนครรัฐที่เกิดจากการขยายอาณาเขตของเมืองหริภุญชัยในแอ่งที่ราบลำปาง (ที่ตั้งของ อ.เมืองลำปาง อ.ห้างฉัตร และ อ.เกาะคา) ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง ซึ่งนอกจากที่ราบลำปางอันเป็นที่ราบตอนกลางแล้ว ยังมีชุมชนโบราณเกิดขึ้นในเขตที่ราบตอนบนอันเป็นที่ตั้งของ อ.แจ้ห่ม ซึ่งพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานชุมชนโบราณ 3 แห่งที่ยังขาดการศึกษาอย่างจริงจัง คือ ที่บ้านสบมอญ บ้านใหม่ผ้าขาวและบ้านวัดอักโขชัยคีรี และที่ราบตอนใต้ที่เมืองเถิน ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญจากการที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นปากทางเข้าสู่ลำปางด้านใต้ตั้งแต่ยุคโบราณ ได้พบชุมชนโบราณ 3 แห่ง คือที่บ้านเวียงป้อม เวียงเป็งและเวียงพญากัณฑ์  สำหรับที่ราบลำปางซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณอื่น ของเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง เป็นที่ตั้งของกลุ่มเมืองโบราณหรือ “เวียงเขลางคนคร” ซึ่งมีเวียงอยู่ติดกัน 3 เวียง คือ เวียงเขลางคนคร ที่อยู่ติดแม่น้ำวังฝั่งตะวันตก เวียงอาลัมพางคนคร ซึ่งอยู่ด้านใต้ติดกับเวียงเขลางค์ และเวียงเขลางค์ใหม่ อยู่ริมแม่น้ำวังด้านตะวันตก ติดต่อกับเวียงเขลางค์เดิม โดย 2 เวียงแรกสร้างในสมัยหริภุญชัย และเวียงเขลางค์ใหม่สร้างขึ้นเพิ่มเติมในสมัยอาณาจักรล้านนา ทั้งสามเวียงนี้ถือเป็นกลุ่มเมืองเขลางคนครหรือเมืองนคร ส่วนเวียงเขลางค์รุ่นที่ 3 หรือจังหวัดลำปางปัจจุบันซึ่งมีวัดหลวงกลางเวียง (คือวัดบุญวาทย์วรวิหาร ปัจจุบัน) เป็นศูนย์กลางเมืองได้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหอคำดวงทิพย์เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง

 

-------------------------------------


ว่าด้วยเรื่องชื่อเมือง “ลำปาง”

               เมื่อเจ้าอนันตยศเริ่มต้นสร้างเมืองบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง ในเขตตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง ปัจจุบันได้ขนานนามเมืองที่สร้างนั้นว่า คือ “เขลางคนคร”ซึ่งคำว่า “เขลางค์” นี้เดิมเชื่อว่า มาจากภาษาบาลี และยังไม่มีข้อยุติเรื่องความหมายที่แท้จริงของชื่อนี้ (แต่ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร
ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นภาษามอญ ที่มาจากคำว่า “ฮลาง” คือ ขลาง” แปลว่า ขันหรือโอ โดยมีที่มาจากลักษณะดอยเขลางค์อันเป็นที่ตั้งของเมือง ซึ่งทำให้เชื่อกันว่าราชวงศ์ผู้สร้างเมืองเขลางค์คงเป็นเม็งหรือมอญโดยเมืองเขลางค์ที่อ้างถึงนี้ หมายถึง เวียงพระธาตุลำปางหลวง)
ชื่อเมืองเขลางคนครนี้ยังใช้อยู่จนถึงสมัยราชวงศ์มังราย แต่เมื่ออาณาจักรล้านนาสถาปนาขึ้นมั่นคงแล้ว ใน พ.ศ.2019 อันเป็นสมัยพระเจ้าติโลกราชครองเมืองเชียงใหม่ ก็ปรากฏหลักฐานตามศิลาจารึกหลักที่ 65 (ลป.1) ที่กล่าวว่า “เจ้าหมื่นคำเพชรมากินเมืองนคร” ซึ่งแสดงว่าชื่อเมืองเขลางคนครเริ่มตัดให้สั้นเหลือเพียง “เมืองนคร” สำหรับหลักฐานฝ่ายอาณาจักรศรีอยุธยาที่ปรากฏในสมัยพระนารายณ์มหาราช
(พ.ศ.2199-2231) ในพระราชพงศาวดาร พ.ศ.2223 พบชื่อเมือง “นครลำภาง” แต่จะเรียกตำแหน่งขุนศึกคู่นามเมืองว่า หมื่นนคร เจ้าหมื่นด้งนคร เป็นต้น
      สืบมาถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเมืองนครได้กลายเป็น “เมืองลคอร” ดังปรากฏในตราพระสุพรรณบัตร ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าขึ้นไปพระราชทานพระเจ้าเชียงใหม่ ณ ปีจอ จัตวาศก จุลศักราช 1164 (พ.ศ.2345) ให้ถวายแจ้งราชการเรื่องกองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองลคอร ยกไปตีเมืองสาด เมืองปุ เมืองปัน เมืองเชียงตุง ฯลฯ แต่มีหลักฐานตัวเขียนที่ชัดเจนว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงเรียกทั้งชื่อนครและลคอร และหลักฐานศิลาจารึก หลักที่ 78 พ.ศ.2339 จารึกพระเจ้ากาวิละ อันเป็นหลักฐานท้องถิ่น ยังคงเรียกเมืองนครว่า “เมืองนครเขลาง” ซึ่งถูกต้องแล้ว คำว่า “เมืองนครลำปาง” นี้เริ่มพบเป็นหลักฐานทางการในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2398 – 2411) โดยจากเอกสารตัวเขียนในหอวชิรญาณ พบว่า นอกจากจะใช้ “เมืองนคร” “เมืองลคอร” แล้วยังได้ใช้ “เมืองนครลำปาง” ด้วย ครั้งถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ใช้เมืองนครลำปางตลอดมา จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2459 มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศ เรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เรียก “จังหวัด” และกำหนดให้เมืองนครลำปางมีชื่อเรียกในทางราชการว่า “จังหวัดลำปาง” ตั้งแต่บัดนั้นมา “ลำปาง” หรือตามศิลาจารึกหลักที่ 65 (ลป.1) เขียนเป็น “ลำพาง” นี้ เป็นชื่อชุมชนเก่าแก่อยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา ซึ่งจากการขุดค้นทางโบราณคดีของ ภาสกร โทณะวณิก ที่เมืองโบราณเวียงพระธาตุลำปางหลวงพบหลักฐานในชั้นดินทางวัฒนธรรมสมัยที่ 1 อันเป็นชั้นแรกเริ่มของการอยู่อาศัย
เป็นครั้งแรก ว่าชุมชนโบราณแห่งนี้มีอายุร่วมสมัยกับเมืองหริภุญชัย และแสดงถึงการขยายตัวของวัฒนธรรม หริภุญชัยเข้าในเขตที่ราบลำปาง ชุมชนลำปางนี้ในตำนาน พระธาตุลำปางหลวงเรียก “ลัมภกัปปะนคร” ศิลาจารึกหลักที่ 78 ใช้ “ลัมพะกะบุรี”

 

-------------------------------------

ลำปางในยุคตำนานและสมัยหริภุญชัย (ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นต้นมา)

               ลำปางยุคแรกหรือสมัยเขลางคนคร ซึ่งค้นได้จากตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์ตำนาน จามเทวีวงศ์ ตำนานไฟม้างกัปป์ ตำนานรัตนพิมพวงศ์และพงศาวดารโยนก กล่าวว่าเมืองนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1223 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 13 โดยหลังจากฤาษีวาสุเทพ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ได้ร่วมกับพระสุกกทันตฤาษีแห่งเมืองละโว้ (ลพบุรี) สร้างเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) แล้วทูลขอผู้ปกครองจาก พระเจ้าลพราชกษัตริย์กรุงละโว้ พระองค์ได้ประทานพระนางจามเทวีพระราชธิดาให้มาเป็นผู้ครองนคร ในขณะเสด็จขึ้นมานั้นพระนางทรงครรภ์ เมื่อประทับอยู่หริภุญชัยได้ 7 วัน ได้ประสูติโอรสแฝด 2 องค์ นามว่า มหันตยศกุมารหรือมหายศ และอนันตยศกุมารหรืออินทวร เมื่อกุมารทั้ง 2 เจริญวัย พระนางจามเทวีได้ราชาภิเษกเจ้ามหันตยศ ให้เป็นกษัตริย์ปกครองหริภุญชัย ส่วนเจ้าอนันตยศเป็นอุปราช ต่อมาเจ้าอนันตยศ มีพระประสงค์จะไปสร้างเมืองใหม่ พระฤาษีวาสุเทพจึงได้แนะนำให้ไปหาพรานเขลางค์ที่เขลางค์บรรพตหรือภูเขาสองยอด ครั้นเมื่อ
พบแล้วพรานเขลางค์จึงได้พาไปพบพระสุพรหมฤาษีบนภูเขาสองยอด หรือดอยง่าม แล้วขออาราธนาให้ช่วยสร้างเมือง พระสุพรหมฤาษี และพรานเขลางค์ได้เลือกหาชัยภูมิที่เหมาะสม แล้วสร้างเมืองขึ้นบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง แล้วขนานนามว่า เขลางคนคร แล้วอัญเชิญเจ้าอนันตยศขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองนามว่าพระเจ้าอินทรเกิงกร เมืองเขลางค์นครรุ่นแรกนี้ตั้งอยู่ตำบลเวียงเหนือ ในเขตอำเภอเมืองลำปาง รูปแบบของเมืองเป็นรูปวงรีทรงหอยสังข์เหมือนเมืองหริภุญชัย ขนาด 600x1,400 เมตร ตัวเมืองด้านตะวันออกปรับให้โค้งไปตามแนวของแม่น้ำวัง วัดสำคัญที่อยู่ในเวียงคือ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม (เดิมชื่อวัดชมพู) ประตูเมืองโบราณคือ ประตูม่า ประตูผาบ่อง ประตูท่านาง ประตูนกกตและประตูตาล นอกเวียงด้านตะวันตกมีวัดพันเชิง วัดกู่ขาว วัดกู่คำ จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีของ ศรีศักรวัลลิโภดม ได้พบหลักฐานเป็นเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปหริภุญชัย ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของตำนาน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ร่องรอยโบราณวัตถุศิลปหริภุญชัย ที่พบในเขตเมืองเขลางคนครมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับเมืองต่าง ๆ ในเขตลำพูน เชียงใหม่ เขลางคนครอันสันนิษฐานว่าเป็นที่อยู่ของกษัตริย์และชนชั้นปกครองสมัยนั้น มีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางการเมือง โดยมีเวียงบริวาร อันเป็นขนบของการสร้างเมืองสมัยหริภุญชัยอยู่รายรอบ ได้แก่ เวียงพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวียงพระธาตุ ส่วนเวียงบริวาร ที่ทำหน้าที่ป้องกันข้าศึกคือเวียงไจเวียงฮีอยู่ที่ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และเวียงตานในเขตอำเภอห้างฉัตร เวียงบริวารดังกล่าวตั้งอยู่บนเส้นทางที่ไปสู่เวียงเขลางค์ เรื่องราวของเมืองเขลางคนคร ในสมัยหลังจากพระนางจามเทวีแล้ว ตำนานมูลศาสนาและชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึง ไทยยะอำมาตย์ ว่ายกทัพจากเขลางคนครมาปลงพระชนม์พญาพันโตญญะ กษัตริย์เมืองหริภุญชัย แล้วขึ้นครองเมืองหริภุญชัยในราว พ.ศ.1801 (เชื้อสายของไทยยะอำมาตย์ได้ครองหริภุญชัยและลำปางต่อมาอีก 34 ปี มีพญาญีบาและพญาเบิก เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย) ต่อมาพญามังรายยึดครองหริภุญชัยและเขลางคนครได้ และปกครองเมืองหริภุญชัย และเมืองเขลางคนครในฐานะหัวเมืองในอาณาจักรล้านนา ที่ผู้ปกครองเมืองได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ที่ครองเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองหลวง

-------------------------------------

 

ลำปางในสมัยล้านนา (พ.ศ.1839 – 2101)

               อาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นจากความสำเร็จของพญามังราย ในการรวบรวมนครรัฐในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำกกเข้าด้วยกัน แล้วสร้างเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์อำนาจรัฐใน พ.ศ.1839 อาณาจักรล้านนาภายใต้การปกครองของราชวงศ์มังรายมีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 17 พระองค์ และได้ผ่านยุคการก่อร่างสร้างอาณาจักร (พ.ศ.1839-1898) เข้าสู่ยุคการเติบโตและรุ่งเรือง (พ.ศ.1898-2068) ต่อมากว่า 200 ปี
จึงเข้าสู่ยุคเสื่อมและเสียอิสรภาพให้แก่พม่า ใน พ.ศ.2101 พญามังรายได้เริ่มพระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ คือการก่อตั้งอาณาจักร ล้านนา โดยเริ่มจากการรวบรวมเมืองต่าง ๆ ในเขตราบลุ่มแม่น้ำกกเข้าด้วยกันเป็นแคว้นโยนกในราว พ.ศ.1816 และขยายอำนาจเข้าครอบครอง แคว้นหริภุญชัยได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.1835 การรวมตัวของสองแคว้นใหญ่ ดังกล่าวคือการก่อรูปของอาณาจักรล้านนานั่นเอง ลำปางหรือที่รู้จักกันในชื่อทางประวัติศาสตร์ว่า เขลางคนคร ในขณะนั้น มีฐานะเป็นนครรัฐสำคัญของแคว้นหริภุญชัย เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ใกล้กันและมีความสัมพันธ์ในฐานะ เครือญาติ ดังนั้นในการจะยึดแคว้นหริภุญชัยไว้ในอำนาจอย่างแท้จริง พญามังรายจำเป็นต้องเอาชนะเขลางคนครต่อเนื่องไปกับการยึดครองหริภุญชัย ซี่งในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อพญามังรายทรงนำทัพเข้าตีเมืองหริภุญชัย พญาญีบาเจ้าเมืองสู้ไม่ได้ ได้หนีมาพึ่งพญาเบิกโอรสที่เมืองเขลางค์ ต่อมาใน พ.ศ.1838 พญาเบิกได้ยกกองทัพไปตีเอาเมืองหริภุญชัยคืน และได้ชนช้างกับขุนครามหรือพญาไชยสงครามราชบุตรของพญามังราย แต่พ่ายแพ้เสียชีวิตในที่รบที่ตำบลแม่ตาน ขุนครามยกทัพตามมาตีเมืองเขลางค์แตก พญาญีบาหนีไปพึ่งพญาบอน
ที่เมืองแพร่ และหนีไปเมืองสองแควและประทับอยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์หริภุญชัยและเขลางค์ จึงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่นั้นมา ตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา เขลางค์มีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านทางตอนใต้ โดยเฉพาะเมื่อล้านนามีศึกกับอยุธยา เนื่องจากโดยภูมิรัฐศาสตร์ของลำปางที่อยุธยาจะต้องตีลำปางให้ได้ก่อนจึงจะเดินทัพต่อไปตีเชียงใหม่ได้การยกทัพมาถึงลำปางจึงเป็นการคุกคาม ต่ออาณาจักรล้านนาอย่างมาก และลำปางก็ต้องเผชิญกับการโจมตีของกองทัพอยุธยาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1929 เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวง พะงั่ว) ยกทัพจากอยุธยาขึ้นมาทำสงครามกับล้านนาในสมัยพญาแสนเมืองมา ได้เข้าปล้นเมืองลำปางแต่ ไม่สำเร็จ สืบมาถึงสมัยพญาแก้ว ที่ได้พยายามขยายอำนาจลงไปทางใต้จนเกิดศึกกับอยุธยาหลายครั้ง ใน พ.ศ.2058 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 จึงยกทัพขึ้นมาโจมตีล้านนาบ้าง ก็ได้เข้าตีลำปางจนแตก แต่ไม่สามารถตั้งมั่นได้ต้องรีบกวาดต้อนผู้คนกลับไป หลังจากสงครามครั้งนี้แล้วล้านนา และอยุธยาก็มิได้มีสงครามกันอีก จนกระทั่งล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า และถูกไทยยกทัพมาตีไว้ในอำนาจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระนารายณ์มหาราช ทั้งนี้นับตั้งแต่สิ้นยุคพญาเบิกซึ่งถือเป็นการสิ้นวงศ์เจ้าผู้ครองนครเขลางค์ภายใต้อิทธิพลของ
หริภุญชัยราชวงศ์มังรายได้ส่งขุนนางมาเป็นผู้ปกครองเมืองนี้โดยตลอด โดยมีขุนไชยเสนาเป็นผู้รั้งเมืองคนแรก ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สร้างเวียงเขลางค์ใหม่ ที่อยู่ถัดจากเวียงเขลางค์เดิมไปทางใต้ มีศูนย์กลางอยู่วัดปงสนุก และจากความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านทางตอนใต้ดังกล่าว เข้าใจว่าขุนนางที่กษัตริย์ล้านนาส่งมาจะต้องเป็นขุนนางผู้ใหญ่พอสมควร ประกอบกับโครงสร้างการปกครองของอาณาจักรล้านนา ได้ให้เจ้าเมืองมีอำนาจเกือบเป็นสิทธิ์ขาดในการจัดการปกครอง การควบคุมไพร่และการจัดหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในยุคเสื่อมของล้านนา (พ.ศ.2068-2101) เมื่ออำนาจของกษัตริย์เริ่มอ่อนแอลงหลังยุคพญาแก้วขุนนางผู้ปกครองลำปาง จึงมีบทบาทในการต่อต้านอำนาจกษัตริย์ ที่เชียงใหม่หลายครั้ง เช่นใน พ.ศ.2078 หมื่นส้อยสามล้านเจ้าเมืองลำปางได้ก่อกบฏต่อพญาเกศเชษฐราช แต่ไม่สำเร็จจึงถูกจับประหารชีวิต และในช่วงที่เชียงใหม่ขาดกษัตริย์ (พ.ศ.2091-2094) เจ้าเมืองแพร่และเจ้าเมืองลำปางได้ยกกำลังมายึดเมืองเชียงใหม่ และมีบทบาท ในการสนับสนุนพระไชยเชษฐาจากล้านช้างมาเป็นกษัตริย์ในระหว่าง พ.ศ.2089-2090

----------------------------------------



ลำปางภายใต้การปกครองของพม่าและการร่วมกอบกู้เอกราชภายใต้ร่มธงไทยก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2101-2325)

               ความเสื่อมของอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นหลังจากก่อตั้งได้เพียง 229 ปี เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในที่สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงและสภาพเศรษฐกิจเสื่อมทรุด ประกอบกับการถูกรุกรานจากรัฐใกล้เคียงคืออยุธยาและพม่า ซึ่งมีอำนาจเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดอาณาจักรล้านนาก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ตั้งแต่ พ.ศ.2101 จนถึง พ.ศ.2317 ซึ่งถือเป็นปีเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำในท้องถิ่นหันมาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน และร่วมกันขับไล่พม่าออกไปจนสำเร็จ และอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชของไทยตั้งแต่นั้นมา
นโยบายการปกครองของพม่าต่อล้านนาแบ่งได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ ในช่วงประมาณร้อยปีแรก คือ พ.ศ.2101-2207 พม่าปกครองล้านนาในฐานะมณฑลหนึ่งในราชอาณาจักรพม่าที่มีการปกครองตนเองได้ในระดับหนึ่ง ภายใต้การกำกับของกษัตริย์พม่า โครงสร้างการปกครองในเมืองต่าง ๆ ยังอาศัยระบบเดิมของล้านนา เจ้านครรัฐต่าง ๆ จึงมีอิสระพอสมควร และระหว่าง พ.ศ.2207-2317 หรือประมาณร้อยสิบปีหลัง ฐานะของล้านนากลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของพม่า โดยพม่าได้ส่งขุนนางจากราชสำนักมาปกครองโดยตรงและจัดเก็บผลประโยชน์มากขึ้นและยกฐานะเมืองเชียงแสน ให้เป็นฐานที่มั่นหรือศูนย์อำนาจพม่าทางตอนบน นอกเหนือไปจากเชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางเดิม จนกระทั่งพม่าหมดอำนาจในล้านนา
อย่างไรก็ตามภาพรวมของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองล้านนาในช่วงเวลา 216 ปีภายใต้การปกครองของพม่า คือการเกิดระบบการเมืองแบบแว่นแคว้นอีกครั้งหนึ่ง ด้วยมีการแยกตัวเป็นรัฐอิสระของเมืองต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากพม่าไม่อาจปกครองดินแดนล้านนาได้ทั้งหมด และไม่ได้คิดหรือ
ให้ความสำคัญที่จะวางระบบการปกครองที่จะสร้างความเป็นเอกภาพให้แก่ล้านนา ดังนั้นสภาวะการจัดตั้ง
รัฐอิสระในล้านนาและการ “ฟื้นม่าน” หรือการต่อต้านพม่าจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการลุกขึ้นประกาศเป็นรัฐเอกราชดังกล่าวเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ โดยไม่มีเป้าหมายที่สถาปนารัฐอาณาจักรล้านนาให้ฟื้นกลับคืนมา และบางครั้งก็รุกรานอิสระด้วยกันเอง อันเนื่องมาจากลักษณะการปกครองล้านนาของพม่าส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกระหว่างหัวเมืองทั้งหลาย โดยให้แต่ละเมืองมีอำนาจปกครอง ดูแลเมืองของตนและคงต่างแย่งอำนาจกันอยู่ในที ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์พื้นฐานของล้านนา คือความเป็นนครรัฐใน
หุบเขา ที่แยกเมืองต่าง ๆ ในล้านนาออกจากกันโดยธรรมชาติ มีผลให้ล้านนาอ่อนแอลงและไม่สามารถฟื้นคืนกลับสู่ความเป็นรัฐอาณาจักรอิสระดังที่ราชวงศ์มังรายได้สร้างไว้อีกเลย
ในด้านประวัติศาสตร์ลำปางหรือที่พม่าเรียกว่า “ละกุนนคเร” ภายใต้ยุคการปกครองของพม่า เนื่องจากอำนาจพม่าในลำปางมีอย่างจำกัด ลำปางจึงมีโอกาสได้แสดงความพยายามจะแยกตัวเป็นอิสระโดยร่วมมือกับเจ้านครรัฐอื่น ๆ เช่น เจ้าเมืองน่าน เจ้าเมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงของ เป็นต้น ทำการต่อต้านพม่าเป็นระยะมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง จนในปี พ.ศ.2107 เจ้านครรัฐลำปางต้องหนีไปล้านช้างเมื่อการ
ก่อกบฏต่อพม่าล้มเหลว ความพยายามฟื้นม่านของลำปางเกิดขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ.2157 แต่ไม่สำเร็จ และเมื่อพม่ายกฐานะเมืองเชียงแสนขึ้นเป็นศูนย์อำนาจทางตอนบนในการปกครองล้านนาช่วงที่ 2 แล้ว ใน พ.ศ.2276 ก็ได้ออกคำสั่งให้ลำปางและเมืองต่าง ๆ อีกหลายเมืองย้ายการบังคับบัญชาที่เคยขึ้นกับเชียงใหม่ไปขึ้นกับ
เชียงแสน เพื่อสลายการรวมตัวต่อต้านพม่า แต่การต่อต้านพม่าในระดับสามัญชนก็ยังคงมีอยู่ประปราย เช่น พระภิกษุวัดนายางหรือตนบุญนายาง ที่ได้แสดงตนเป็นผู้วิเศษ รวบรวมกำลังคนต่อสู้กับท้าวมหายศจนพ่ายแพ้เสียชีวิต หรือเป็นไพร่ที่รวมตัวกันในลักษณะกองโจรและพยายามยึดเมืองฝางที่พม่าครอบครองอยู่ใน
พ.ศ.2320 อย่างไรก็ตามก่อน พ.ศ.2317 อำนาจของพม่าก็ยังมีอยู่เหนือดินแดนล้านนาอย่างแท้จริง
เมื่อ “หนานทิพย์ช้าง” ต้นราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้อาสาชาวเมืองลำปางต่อสู้กับกองทัพท้าวมหายศแห่งเมืองลำพูน จนได้รับชัยชนะชาวเมืองลำปางจึงยกให้เป็นเจ้าเมืองลำปาง ในระหว่าง พ.ศ.2275-2304หนานทิพย์ช้างก็ยังต้องอิงอำนาจพม่าในการรับรองฐานะความเป็นเจ้าเมืองของตน เมื่อท้าวลิ้นก่านบุตรเจ้าเมืองลำปางคนเดิมพยายามกลับสู่อำนาจ เพื่อความชอบธรรมในการครองเมืองและตัดปัญหากับกลุ่มอำนาจเก่า หนานทิพย์ช้างจึงส่งบรรณาการไปถวายกษัตริย์พม่า ความชอบครั้งนี้จึงได้รับพระราชทานชื่อเป็น “พระยาไชยสงคราม” และเจ้าชายแก้วบุตรหนานทิพย์ช้างที่ได้ครองเมืองสืบมาก็ได้อาศัยอำนาจพม่าช่วยกำจัดท้าวลิ้นก่านลง และได้รับแต่งตั้งจากพม่าเป็น “เจ้าฟ้าสิงหราชธานี” ครองเมืองลำปาง
บทบาทของลำปางในการต่อต้านและดิ้นรนให้พ้นจากอำนาจพม่าอย่างจริงจังเกิดขึ้นตั้งแต่
พ.ศ.2314 เมื่อพระยาจ่าบ้าน (บุญมา) และเจ้ากาวิละเจ้าเมืองลำปาง ได้ร่วมมือกันต่อสู้กับโป่มะยุง่วนขุนนางพม่าที่ปกครองล้านนาในขณะนั้น อันเนื่องมาจากการปกครองที่กดขี่บีบคั้นมากขึ้นของพม่าต่อชาวล้านนา
ซึ่งการต่อสู้ครั้งนั้นกองทัพชาวท้องถิ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เนื่องจากกำลังพลและอาวุธน้อยกว่ามาก โป่มะยุง่วน
จึงสั่งจับครอบครัวของพระยาจ่าบ้านและเจ้ากาวิละส่งไปให้กษัตริย์อังวะ พระยาจ่าบ้านและเจ้ากาวิละ
จึงตัดสินใจหันมาสวามิภักดิ์กับสยาม และเมื่อได้โอกาสพระยาจ่าบ้านจึงลงไปกราบทูลพระเจ้าตากสินให้
ยกกองทัพขึ้นมาปราบพม่า ทัพหลวงจากรุงธนบุรีใช้เวลาเดินทัพขึ้นมาเพียง 17 วันก็มาถึงเมืองเถิน ที่เถิน
ท้าวชมภูได้สังหารข้าหลวงพม่าผู้กำกับเมืองเถิน เพราะได้รับการนัดหมายจากเจ้ากาวิละ ส่วนเจ้ากาวิละ
ก็สังหารข้าหลวงพม่าที่ลำปางแล้วเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าตากสิน และอาสาเป็นกองทัพหน้าไปรบพม่า
ที่เชียงใหม่ ความสำเร็จในการตีเชียงใหม่ พ.ศ.2317 จึงอาจกล่าวได้ว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างไทยกับผู้นำชาวหัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งเป็นชาวลำปางด้วยโดยแท้
หลังยึดเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ.2317 ลำปางยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะแหล่งที่มั่นของไทย
ในการต่อต้านการรุกกลับของพม่า เพราะหลังจากสงครามเชียงใหม่ครั้งนั้น พระเจ้าตากสินได้ทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบ โดยแต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นพระยาหลวงวชิรปราการกำแพงเพ็ชรครองเมืองเชียงใหม่
ให้เจ้าเจ็ดตนพี่น้องปกครองเมืองลำปาง โดยเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองลำปาง แต่เมื่อโป่มะยุง่วนแตกหนีออกจากเชียงใหม่ได้เพียง 2 เดือน ก็รวบรวมไพร่พลกลับมาล้อมเมืองเชียงใหม่อีก จนไทยต้องส่งกองทัพมาช่วยขับไล่พม่าอีกครั้ง ใน พ.ศ.2319 พระยาวชิรปราการจึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองร้าง และพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่เมืองลำปาง เพื่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าเจ็ดตน จนกระทั่งพระยาวชิรปราการถูกพระเจ้ากรุงธนบุรีลงโทษจำคุกจนเสียชีวิตที่กรุงธนบุรี ด้วยข้อหาฆ่าอุปราชก้อนแก้วในปลายรัชสมัยของพระเจ้าตากสิน และ
เจ้ากาวิละได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ.2325 กลุ่มเจ้านายวงศ์เจ้าเจ็ดตนซึ่งมีปฐมกำเนิด
ที่ลำปาง จึงได้กลายเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับไล่พม่าออกจากดินแดนหัวเมือง
ฝ่ายเหนือ จนกระทั่งสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงแสน ใน พ.ศ.2347 อันเป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของพม่า
ในดินแดนนี้อย่างสิ้นเชิง และสืบเชื้อสายเป็น “เจ้าหลวง” ผู้มีอำนาจในการปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในยุครัตนโกสินทร์ในเวลาต่อมา

 

-------------------------------------


 

ลำปางก่อนสมัยการจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ.2325-2435)

               “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงรับความสวามิภักดิ์ของชาวมณฑลพายัพ
ที่นครลำปางนี้เป็นประถมเหตุที่บ้านเมืองทั้งมณฑลจะพ้นจากอำนาจพม่า มารวมในประเทศสยามเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกัน” (พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ศาลากลางจังหวัดลำปาง
ในพระราชวโรกาสเสด็จเยือนจังหวัดลำปาง ในวันที่ 11 มกราคม 2469)
ประวัติศาสตร์ของหัวเมืองฝ่ายเหนือหรือลำปางในยุคนี้ อาจแบ่งได้เป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ คือ
ช่วง 22 ปีแรก (พ.ศ.2325-2347) ซึ่งเป็นช่วงการฟื้นฟูเชียงใหม่และต่อสู้ขับไล่พม่าออกจากหัวเมือง
ฝ่ายเหนือ และช่วง 88 ปีต่อมา (พ.ศ.2347-2435) ในฐานะเมืองประเทศราชของอาณาจักรรัตนโกสินทร์
ช่วงการฟื้นฟูเชียงใหม่และต่อสู้ขับไล่พม่าออกจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ (พ.ศ.2325-2435)
ในประวัติศาสตร์ล้านนาตอนนี้เจ้ากาวิละและพี่น้องวงศ์เจ้าเจ็ดตนซึ่งมีฐานที่มั่นที่ลำปางนับว่ามีบทบาทสำคัญยิ่ง เพราะเมื่อเจ้ากาวิละนำเจ้านายพี่น้องมาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกหลังพิธีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางอำนาจของล้านนาใน พ.ศ.2325 นั้น เชียงใหม่มีสภาพไม่ผิดกับเมืองร้าง งานสำคัญประการแรกของเจ้ากาวิละและกลุ่มเจ้าเจ็ดตนจึงเป็นการรวบรวมไพร่พลเมือง และฟื้นฟูเชียงใหม่ให้กลับเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นอีกครั้ง หรือที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าเป็นยุค “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง” ทั้งนี้ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงวิธีการของกลุ่มเจ้าเจ็ดตนว่ามีทั้งการเกลี้ยกล่อมโดยสันติวิธี และการยกทัพไปตีและกวาดครัวเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้กำลัง รวมถึงได้มอบไพร่พลเมืองลำปางอีก 300 คนให้ไปช่วยฟื้นฟูเชียงใหม่
สำหรับการต่อสู้ขับไล่พม่าในช่วงแรกที่อำนาจพม่ายังเข้มแข็งอยู่ นอกจากการยกทัพไปตีบ้านเล็กเมืองน้อย และกวาดต้อนคนมาไว้ที่เชียงใหม่ไม่ให้เป็นประโยชน์ต่อพม่า ยังใช้วิธีเกลี้ยกล่อมเจ้านายเมืองต่าง ๆ ทางตอนบนของหัวเมืองฝ่ายเหนือที่เคยอยู่ในอำนาจพม่าให้หันมาสวามิภักดิ์ต่อสยาม เช่น เมืองเชียงตุง
เมืองยอง เมืองฝาง เมืองสาด เมืองพร้าว เมืองเชียงราย ซึ่งเมื่อพม่าตีโต้กลับโดยยกกองทัพมาปราบกบฏ
ก็อาศัยลำปางเป็นเมืองหลบภัยและสะสมไพร่พลไว้ต่อสู้กับพม่าอีก ใน พ.ศ.2345 เริ่มตีเมืองสำคัญเช่น
เมืองเชียงตุง เมืองสาด เพื่อตัดกำลังพม่าที่โอบล้อมเชียงแสนลง ปี พ.ศ.2346 เข้าตีเชียงแสนเป็นครั้งแรก
แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปี พ.ศ.2347 กองทัพเชียงใหม่และลำปางจึงตีเชียงแสนแตก โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเวียงจันท์และกรุงเทพฯ และหลังจากนั้นพม่าก็ไม่เคยยกเป็นทัพใหญ่เข้ามาโจมตีหัวเมืองฝ่ายเหนืออีก จึงถือเป็นปีสิ้นสุดอำนาจของพม่าในหัวเมืองฝ่ายเหนืออย่างเด็ดขาด
ในเวลาเดียวกันนี้ในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือตะวันออก คือเมืองแพร่และเมืองน่าน ก็ได้เร่ง
กวาดต้อนผู้คนเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองของตนเช่นเดียวกัน และได้เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มเจ้าเจ็ดตนและเข้าร่วมต่อสู้ขับไล่พม่าที่เชียงแสนในภายหลัง ซึ่งในสมัยเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูบ้านเมืองนั้น เจ้านายทั้งเจ็ดคนพี่น้องได้แยกย้ายกันครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองทั้ง 6 องค์ มีเพียง
พระยาอุปราช หมูหล้าเท่านั้นที่เสียชีวิตก่อนที่จะมีโอกาสครองเมือง และมีฐานะทางการเมืองที่เข้มแข็งมั่นคงสืบเชื้อสายเครือญาติมาใน 3 เมืองดังกล่าว จนกระทั่งรัฐบาลกลางมีนโยบายให้ยกเลิกระบบเจ้าเมือง
กลุ่มตระกูลเจ้าเจ็ดตนจึงสลายตัวลง ลำปางในฐานะเมืองประเทศราชของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ก่อนสมัยการจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ.2347-2435) เมื่อขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้โดยเด็ดขาดแล้ว ราชอาณาจักรสยามจึงปกครองล้านนาในฐานะเมืองประเทศราช คือให้อิสระและอำนาจเจ้าเมืองท้องถิ่นในการปกครองดินแดนตามแบบประเพณีวัฒนธรรมของตนอย่างเต็มที่ แต่ต้องแสดงความภักดีต่อรัฐบาลกลาง
/เมื่อถูกเรียกร้อง....
- 2 -
เมื่อถูกเรียกร้องเช่นส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย ส่งกองทัพไปร่วมรบ เป็นต้น ภายใต้แนวคิดดังกล่าว เจ้าเมืองในหัวเมืองฝ่ายเหนือจึงยึดโครงสร้างการปกครองแบบเดิม ของท้องถิ่นเป็นแนวปฏิบัติ ทั้งทางด้านกฎหมาย
การจัดรูปตำแหน่งทางการเมืองการปกครองและการบริหารบ้านเมือง เช่นผู้ปกครองและผู้ช่วยบริหารราชการในทุกเมืองยังเป็นรูปตำแหน่ง “เจ้าขัน 5 ใบ” และ เค้าสนามหลวง” เป็นต้น ฐานะเป็นญาติผู้ใหญ่กว่าเมือง
อื่น ๆ ซึ่งสืบสายตระกูลเจ้าเจ็ดตนเช่นเดียวกัน จึงให้สิทธิ์แก่เจ้าเมืองเชียงใหม่ว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษเจ้านายบุตรหลานเมืองอื่น ๆ ได้ รวมทั้งเป็นผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองและอุปราชเมืองลำพูนด้วย
สำหรับลำปาง เมื่อเจ้ากาวิละเจ้าเมืองลำปางได้เลื่อนยศเป็นพระยาวชิรปราการครองเมืองเชียงใหม่ และพระยาคำโสมหรือคำสมน้องคนที่สองได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองลำปางแล้ว ลำปาง
ก็อยู่ในฐานะบ้านพี่เมืองน้องกับเชียงใหม่ ที่ได้ร่วมรบต่อสู้ขับไล่พม่าและฟื้นฟูล้านนาอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ตลอดมา ซึ่งในสายตราสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน จะเน้นเสมอถึงการให้ทั้งสามเมืองช่วยกันปกครองบ้านเมืองและป้องกันภัยจากพม่า นอกจากนี้ใน พ.ศ.2386 เมื่อเจ้าเมืองเชียงใหม่มโหตรประเทศส่งเจ้านายบุตรหลานสายเจ้าเจ็ดตนพาไพร่พลไปตั้งเมืองเชียงรายขึ้นใหม่ พระยาน้อยอินทร์เจ้าเมืองลำปางราชบุตรของพระยาคำโสม ก็ได้ส่งเชื้อสายออกไป ฟื้นฟูเมืองพะเยาและเมืองงาว ซึ่งเป็นบ้านเก่าเมืองเดิมให้คืนขึ้นมาใหม่เช่นกัน และเจ้าหลวงลำปางในเชื้อวงศ์เจ้าเจ็ดตนก็ได้ปกครองลำปางตามขนบล้านนา
มาจนถึงยุคปฏิรูปการปกครองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล สืบต่อกันมาถึง 10 องค์ จนกระทั่งเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตพิราลัย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2465 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งมิได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใครเป็น
เจ้าหลวงอีก เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตจึงถือเป็นเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของลำปาง

 

-------------------------------------

 

ลำปางในระบอบมณฑลเทศาภิบาล ถึงสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 (พ.ศ.2435-2475)

               การนำรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคแบบการเทศาภิบาล อันเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง ๆ แทนที่หัวเมืองต่าง ๆ จะจัดปกครองกันเองเช่นที่เคย และแบ่งเขตการปกครองตามขนาดลดหลั่นกันเป็นลำดับ โดยเริ่มจากมณฑล เมืองหรือจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้านตามลำดับ หรือมักเรียกกันว่าเป็นการปกครองแบบ “มณฑลเทศาภิบาล” เข้ามาบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2435 นับเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาล ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัว ในการสถาปนารัฐชาติ (Nation State) และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ต่อหัวเมืองประเทศราชในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในดินแดนหัวเมืองฝ่ายเหนือ อันเนื่องมาจากความสำเร็จในการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองในหัวเมืองต่าง ๆ ลงอย่างสิ้นเชิง จนอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของหัวเมืองฝ่ายเหนือในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะแสดงถึงความล่มสลายของ“ระบบเจ้าหลวง” ในทุกเมืองแล้ว คือจุดเปลี่ยน (turning point) ทางการเมืองการปกครอง ที่ในที่สุดได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวท้องถิ่นในทุกด้านอย่างลึกซึ้ง และไม่มีทางหวนกลับไปสู่เส้นทางเดิมได้อีกเลย
ในทัศนะของรัฐบาลสยาม การปรับปรุงระบบการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ในขณะนั้นเป็นเรื่องการสร้างประสิทธิภาพ ในทางการบริหารปกครองที่จำเป็นต่อเอกราช และความอยู่รอดของประเทศจากภัยคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยแต่เดิมการบังคับบัญชาหัวเมืองจะกระจายอยู่ใน 3 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กลาโหมและต่างประเทศ (เดิมคือกรมท่า) และปัญหาจากการคมนาคมที่ยากลำบากทำให้การควบคุมดูแลหัวเมืองต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลกลางเป็นไปได้โดยยาก ดังนั้นเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ.2435-2458) ก็ได้ทรงเริ่มตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2435 จำนวน 4 มณฑล โดยเริ่มจากหัวเมืองชั้นในก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายไปยังหัวเมืองประเทศราชและจัดตั้งเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1-3 มณฑลเรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ.2458 จึงทรงตั้งมณฑลเทศาภิบาลเสร็จ ทั่วพระราชอาณาจักร รวมทั้งสิ้น 20 มณฑล ไม่รวมมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล
อย่างไรก็ตามการรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลเพื่อให้สะดวกต่อการปกครองในสมัย รัชกาลที่ 5 ก็มีอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครองแล้ว โดยมีมณฑลที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยแต่ยังมิได้มีฐานะเหมือนมณฑลเทศาภิบาลในขณะนั้นอยู่ 5 มณฑล คือ “มณฑลลาวเฉียง” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ “มณฑลลาวพวน” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอุดร “มณฑลลาวกาว” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอีสาน “มณฑลลาวกลาง” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลนครราชสีมา และ “มณฑลเขมร” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลตะวันออกและมณฑลบูรพา ขึ้นอยู่กับกระทรวงกลาโหมอีก 1 มณฑลคือ “มณฑลภูเก็ต” ซึ่งต่อมาก็ได้มีการแก้ไขสภาพการปกครองมณฑลต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นมณฑลเทศาภิบาลในสังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการมณฑล ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า “ข้าหลวงใหญ่” ในสมัยการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ให้เปลี่ยนเป็น “ข้าหลวงเทศาภิบาล” (เปลี่ยนเป็น “สมุหเทศาภิบาล” ในรัชกาลที่ 6) กล่าวเฉพาะในดินแดนล้านนา แม้จะดูเหมือนว่ามณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ
อันประกอบด้วยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เพิ่งจะได้แก้ไขสภาพการปกครองให้เป็นมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ.2443 และได้แยกจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน ออกจากมณฑลพายัพมารวมตั้งเป็นมณฑลมหาราษฎร์ ใน พ.ศ.2458 แต่โดยแท้จริงแล้วรัฐบาลกลางได้พยายามที่จะ “ปฏิรูปการปกครอง” ดินแดนส่วนนี้มาก่อนหน้านั้นเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยอาจจะแบ่งเป็นช่วงใหญ่ ๆ ได้ 3 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ.2416-2426หรือหลังการลงนามในสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับแรกระหว่างรัฐบาลสยามและรัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย  ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ.2426-2436 หลังการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่สอง ช่วงที่ 3 พ.ศ.2436-2442 หรือสมัยการปฏิรูปการปกครอง มณฑลลาวเฉียงหลังจากที่ไทยต้องยอม ยกหัวเมืองเงี้ยวทั้งห้าและหัวเมืองกะเหรี่ยงให้แก่อังกฤษใน พ.ศ.2435 และเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้แก่ฝรั่งเศสใน พ.ศ.2436 จนกระทั่งสามารถนำการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมาใช้ในภูมิภาคนี้อย่างเต็มรูปแบบ อันเป็นการยกเลิก ฐานะหัวเมืองประเทศราชล้านนามาเป็นดินแดนส่วนหนึ่งในพระราชอาณาจักรอย่างแท้จริง ลักษณะเด่นของการปกครอง ในสมัยเทศาภิบาล คือการสถาปนาระบบราชการที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอำนาจรัฐ ด้วยแนวปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผน มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบตามลำดับชั้น และรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นแม้ว่าในการจัดการปกครองมณฑลพายัพในช่วง พ.ศ.2443-2460 รัฐบาลได้ใช้นโยบายที่ค่อนข้างผ่อนปรนให้สอดคล้องกับลักษณะขนบธรรมเนียมประเพณีประจำท้องถิ่น ที่เคยปกครองตนเองมาช้านาน เช่น ในการบริหารราชการระดับเมืองยังให้เป็นหน้าที่ของ “เค้าสนามหลวง” อันเป็นรูปแบบการบริหารเมือง ของล้านนามาแต่อดีต แต่เจ้าเมืองต่าง ๆ ในหัวเมืองฝ่ายเหนือก็สูญเสียฐานะหัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นที่แท้จริงในที่สุด นโยบายการสร้างสถานที่
ทำราชการขึ้นโดยเฉพาะ ก็มีผลในการทำลายสัญลักษณ์แห่งอำนาจเก่าที่เคยอยู่ใน “คุ้ม” ของเจ้านายมาช้านาน ประกอบกับนโยบาย ด้านการคลังและภาษีอากรในยุคนี้ ที่มีการรวบอำนาจและดึงดูดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ส่วนกลางมากขึ้น ก็ได้สร้างความไม่พอใจ ให้แก่ราษฎรเจ้านายเมืองเหนือผู้เสียอำนาจและผลประโยชน์ จนปะทุออกในเหตุการณ์ “กบฏเงี้ยว พ.ศ.2445” ซึ่งแม้จะเปิดโอกาสให้รัฐบาล เข้าจัดการปกครองมณฑลพายัพอย่างเต็มที่ โดยส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามพวกกบฏและลงโทษเจ้านายที่เกี่ยวข้องอย่างเฉียบขาด แต่ก็ทำให้การปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพยุคต่อมา ให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกระหว่าง “คนเหนือ” และ “คนไทย” ในฐานะคนในชาติเดียวกัน อันนำไปสู่เอกภาพของรัฐชาติยิ่งขึ้น โดยการเร่งปฏิรูปด้านการศึกษา การศาสนาการพัฒนาด้านคมนาคม สาธารณสุข ตลอดจนการเผยแพร่วัฒนธรรมกรุงเทพฯ สู่ภาคเหนือ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากเจ้านายเมืองเหนือการศึกษาลำปางในประวัติศาสตร์ ยุคตอนนี้ คือตัวอย่างอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเมืองประเทศราชในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ด้วยมีทั้งฉากการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาอำนาจเดิม และการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดโดยเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศเมื่อครั้งนั้น ทั้งนี้นับแต่ พ.ศ.2416-2465 คือปีที่เริ่มเตรียมพื้นฐานในการปฏิรูป มาถึงปีสิ้นสุดยุคเจ้าหลวงลำปาง หรือเกือบครึ่งศตวรรษ ลำปางมีเจ้าหลวงปกครองในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ 3 องค์ คือ เจ้าพรหมาธิพงศ์ธาดา (พ.ศ.2416-2430) เจ้านรนันท์ไชยชวลิต (พ.ศ.2430-2440) และเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต (พ.ศ.2440-2465) ซึ่งมีบทบาทต่อแนวทางการปฏิรูป ของรัฐบาลสยามแตกต่างกัน ในสมัยเจ้าพรหมาธิพงศ์ธาดาได้แสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลกลางหลายครั้ง เช่นเมื่อ พระยามนตรี สุริยวงษ์ (ชื่น บุนนาค) ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียงในช่วง พ.ศ.2428-2430 ได้ขอช้างเป็นพาหนะรับส่งจากเมืองต่าง ๆ เมืองละ 6 เชือก ลำปางก็จัดส่งช้างให้เพียง 4 เชือก และเมื่อรัฐบาลกรุงเทพฯ มีนโยบายผ่อนปรนการจัดการปกครองมณฑลพายัพหลังกบฏพญาผาบ  เจ้าพรหมาธิพงศ์ธาดาก็ได้ถือโอกาสเปลี่ยนแปลงแนวการจัดการด้านภาษีที่สยามได้มาปรับปรุงไว้ โดยยกเลิกการเก็บภาษียาสูบ และเก็บค่านาเป็นส่วยข้าวขึ้นฉางหลวงตามเดิม โดยมิได้ขออนุญาตจากรัฐบาลกลางก่อน อย่างไรก็ดีเมื่อเห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่มีทางสำเร็จ ในสมัยพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียง (พ.ศ.2436-2442) เจ้าพรหมาธิพงศ์ธาดา ก็ยอมมอบตราประจำตำแหน่งเจ้าเมืองนครลำปางให้แก่ เจ้าอุปราชนรนันทชัยชวลิต ซึ่งเป็นผู้ที่รัฐบาลกรุงเทพฯ สนับสนุนและยอมรับเงินปีจากรัฐบาล เพื่อทดแทนการสูญเสียอำนาจ ครั้นถึงยุคของเจ้านรนันท์ไชยชวลิตและเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต รัฐบาลสยามได้รับความร่วมมือ จากเจ้าหลวงเมืองลำปางเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเหตุการณ์กบฏเงี้ยว พ.ศ.2445 ซึ่งเข้ามาโจมตีลำปางในเช้ามืดวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเจ้าหลวงลำปางต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการต่อสู้ ปราบปราม เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง รักษาเขต ด่านทางและเสบียงอาหาร เป็นเงินถึง 30,195 รูปี และเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในล้านนาในปลายรัชกาลที่ 5 เจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต ก็ได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยได้สร้างโรงเรียนนอกวัดเป็นครั้งแรกขึ้นที่หน้าคุ้ม เมื่อ พ.ศ.2447 และออกเงินจ้างครู 2 คนมาสอน ต่อมาเมื่อการศึกษาเจริญกว้างขวางขึ้น ก็ได้สละทรัพย์ส่วนตัวซื้อที่ดินของห้างกิมเซ่งหลีสร้างโรงเรียนขึ้นแล้วมอบให้เป็นของรัฐ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึงได้ทรงพระกรุณาเสด็จมาเปิดโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2448 และพระราชทานนามว่า “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” ต่อมาใน พ.ศ.2452 ได้สร้างคุ้มหลวงขึ้นเป็นที่ประทับ และรื้อหอคำ สร้างเป็นศาลากลางเมืองลำปาง เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการฝ่ายปกครองของจังหวัดหรือที่เรียกว่าเป็น “เค้าสนามหลวง” ในขณะนั้น ตลอดจนได้บริจาคเงินซื้อที่ดินวัดบุญวาทย์วรวิหาร เพื่อสร้างเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแทนของเก่าที่ทรุดโทรมลง อาจกล่าวได้ว่าในช่วง พ.ศ.2468-2476 คือการปรับปรุงช่วงสุดท้ายก่อนยกเลิกระบบเทศาภิบาล โดยเริ่มเมื่อรัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงยกเลิกตำแหน่ง และหน่วยงานที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น ยุบรวมมณฑลมหาราษฎร์เข้ากับมณฑลพายัพอีกครั้ง ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองโดยเด็ดขาด โดยกำหนดว่าตั้งแต่ พ.ศ.2469 เป็นต้นไป หากตำแหน่งเจ้าเมืองใดว่างลงก็จะไม่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นอีก ส่วนเจ้าเมืองที่มีชีวิตอยู่ ก็ได้เงินเดือนจนถึงแก่พิราลัย และหลังจากคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาลลงใน พ.ศ.2476 มณฑลพายัพจึงสลายตัว ลำปางก็มีฐานะ ในทางการปกครองเป็นจังหวัดหนึ่งเช่นเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ชาวลำปางก็ได้มีวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยได้ถวายการรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2469 อันเป็นวันแรกและครั้งแรก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จสู่นครลำปางหลังพระบรมราชาภิเษก และได้ทรงโปรดเกล้าพระราชทาน พระแสงราชศัสตราแก่จังหวัดลำปาง ซึ่งยังประดิษฐาน ณ ศาลากลางจังหวัดมาสืบจนทุกวันนี้ พร้อมพระราชดำรัสบางตอนดังความที่ขออัญเชิญณ ที่นี้ว่า “อนึ่ง เรามาถึงเมืองนครลำปางนี้เป็นที่แรก เราให้สร้างพระแสงราชศัสตราสำหรับเมืองนครลำปางขึ้นไว้องค์หนึ่ง อันพระแสงราชศัสตรานี้ สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า อันเป็นพระบรมชนกนาถของเราได้ทรงพระราชดำริ สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานต่อพระหัตถ์ ในเมื่อเสด็จไปถึงหัวเมืองสำคัญเป็นครั้งแรก เพื่อให้รักษาไว้เป็นที่สักการะต่างพระองค์ และชุบทำน้ำพระพิพัฒน์สัจจาเป็นประเพณี วันนี้เป็นวันอุดมมงคล เราจะมอบพระแสงราชศัสตราไว้แก่ท่านทั้งหลาย และขออำนวยพรแก่ท่านทั้งหลาย กับทั้งประชาชนชาวจังหวัดนครลำปาง ขอให้มีความสำราญ ปราศจากสรรพวิบัติอุปัทวันตรายทั้งปวง และจงเจริญจตุพิธพรทุกประการทั่วกัน และขอให้จังหวัดนครลำปาง จงเจริญสุขสมบัติ วัฒนาการเป็นนิจนิรันดร์เทอญ”



ลำปางกับการจัดรูปการปกครองในสมัยปัจจุบัน (พ.ศ.2475-2558)

               ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2475 ได้มีการจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองใหม่ โดยได้ออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับแรกในปี พ.ศ.2476 คือ พระราชบัญญัติระเบียบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 ยกเลิกระบอบมณฑลเทศาภิบาล และจัดระเบียบการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคออกเป็น จังหวัดและอำเภอ ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกหลายครั้ง จนมาถึงฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2435 นับตั้งแต่ พ.ศ.2476 จังหวัดลำปางจึงมีฐานะเป็นหน่วยการบริหารราชการในส่วนภูมิภาค
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และได้มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ติดต่อกันมาจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในปัจจุบัน

 

 

-------------------------------------